Tineidae มหัศจรรย์หนอนผีเสื้อผ่านกล้องจุลทรรศน์ไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM

มหัศจรรย์หนอนผีเสื้อ” วงศ์ Tineidae ” ผ่านกล้องจุลทรรศน์ไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM

เคยสงสัยกันไหมว่า มีตัวอะไรเล็กๆ ซึ่งมีปลอกหุ้มขนาด ยาวประมาณ  6-13 มิลลิเมตร กว้าง 3-4 มิลลิเมตร กระดึ๊บๆและเกาะตามผนังห้องน้ำ ผนังบ้าน  ห้องนอน บ้างตัวห้อยอยู่ตามฝ้า ปลอกจะมีหลากหลายสี สีเทา น้ำตาล ดำ แดงบ้าง บางปลอกก็หลากหลายสี บางปลอกก็เงาระยิบระยับ

เจ้าตัวที่ว่าตามภาพล่างนี้ มันเป็น หนอนผีเสื้อ” วงศ์ Tineidae “ บางทีเรียกว่าผีเสื้อหนอนปลอกผนังบ้าน(Household Casebearer, or previously known as Plaster Bagworm) เป็นผีเสื้อวงศ์เดียวกับผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Cloth moth), Tineidae ผีเสื้อวงศ์นี้มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับวงศ์ผี เสื้อหนอนปลอก (Bag-worm Moth), Psychidae ที่ต้องมีชื่อว่า หนอนปลอก นี้ก็เพราะว่าตอนที่ยังเป็นตัวอ่อนนอน เป็นหนอนอยู่นั้นมันมักจะถักใยรอบๆตัวโดย นำเอาวัสดุรอบๆตัวไม่ว่าจะเป็นเศษผ้า เศษผม ขนสุนัข ทราย กระดาษ ใยแมงมุม ใบใม้ สิ่งต่างต่างๆที่มี ขนาดเล็กมาเป็นปลอกหุ้มรอบตัวเอาไว้

ตามภาพเป็นหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ที่มีส่วนลำตัวติดอยู่กับปลอกครึ่งหนึ่ง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 15 เท่า สเกล 1 mm (มิลลิเมตร ) เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดลำตัวแล้วจะมีขนาด 0.8-1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพเป็นหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านบน
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 0.8-1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านบน ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพเป็นหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 0.8-1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com


ส่วนที่เป็นเครื่องจักรในการเจาะ

ตามภาพเป็นหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 150 เท่า สเกล 100 um (ไมครอน ) หรือ 0.1 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 0.8-1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ส่วนที่เป็นเครื่องจักรในการเจาะ

ตามภาพเป็นหัวและช่วงปากหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 750 เท่า สเกล 10 um (ไมครอน ) หรือ 0.01 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหัวและช่วงปากหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com


ตามภาพเป็นหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ส่วนลำตัวล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 15 เท่า สเกล 1 mm (มิลลิเมตร ) เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดลำตัวแล้วจะมีขนาด 1-2 มิลลิเมตรความกว้าง ยาว 8-9 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

มาดูกันว่าหนอนเจ้ามันสามารถกระดึ๊บๆ และเกาะผนังได้อย่างไร  โดยไม่หล่น เราจะเห็นส่วนลำตัวที่เป็น ข้อๆเพื่อให้มีความยืดหยุ่น
ในการคลานและกระดึ๊บๆ และช่วงกลางจะมีส่วนที่ใช้ในการยึดเกาะและกระดึ๊บ ไม่ให้หลุด

ตามภาพเป็นด้านล่างหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 0.8-1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และหัวหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ส่วนที่ใช้ในการยึดเกาะและกระดึ๊บไม่ให้หลุด
ตามภาพเป็นช่วงที่ใช้เกาะและกระดึ๊บของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 750 เท่า สเกล 10 um (ไมครอน ) หรือ 0.01 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และช่วงที่ใช้เกาะและกระดึ๊บของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ส่วนที่ใช้ในการยึดเกาะและกระดึ๊บไม่ให้หลุด ตามภาพเป็นช่วงที่ใช้เกาะและกระดึ๊บของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 200 เท่า สเกล 100 um (ไมครอน ) หรือ 0.1 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และช่วงที่ใช้เกาะและกระดึ๊บของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

บั้นทายของหนอน ตามภาพเป็นบั้นทายของหนอนของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านล่าง
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 200 เท่า สเกล 100 um (ไมครอน ) หรือ 0.1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และบั้นทายของหนอนของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ด้านล่าง ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
จะประกอบด้วยเศษผ้า เศษผม ขนสุนัข ทราย กระดาษ ใยแมงมุม ใบใม้ สิ่งต่างต่างๆที่มีขนาดเล็กมาเป็นปลอกหุ้มรอบตัวเอาไว้
ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 15 เท่า สเกล 1 mm (มิลลิเมตร ) เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 35 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com
เราจะเห็นชิ้นส่วนเล็กๆจำนวนมากประกอบเป็นปลอก

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ BEI COMPO
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ BEI TOPO
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 50 เท่า สเกล 500 um (ไมครอน ) หรือ 0.5 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ BEI TOPO+SHADOW
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

วิเคราะห์ธาตุเชิงคุณภาพ
เรามาวิเคราะห์ว่าไอ้เจ้าปลอกนี้มีเศษเศษผ้า เศษผม ขนสุนัข ทราย กระดาษ ใยแมงมุม ใบใม้ สิ่งต่างต่างๆที่มีขนาดเล็ก
มาเป็นปลอกหุ้มรอบตัวเอาไว้จริงหรือไม่

ด้วยการวิเคราะห์ด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุเชิงคุณภาพ ด้วยเครื่อง EDS กัน เราจะได้สเป็กตรัม C คาร์บอน, O ออกซิเจน ,Ca แคลเซียม และK โปแตสเซียม จะมาจากเศษผ้า พืช ใบไม้ ใยแมงมุม ส่วน Si ซิลิกอน Cu ทองแดง Fe เหล็ก Al อลูมิเนียม, Zn สังกะสี,Mg แมกนีเซียมจาก ทรายและดิน Na โซเดียมจาก สนิมเหล็กซึ่งจะทำให้เห็นปลอกเป็นสีแดงและน้ำตาล ส่วน Cl ครอรีนที่พบชิ้นส่วนต่างๆถ้าเจอน้ำก็จะมีส่วน ประกอบครอรีนอยู่แล้ว เวลาเราเห็นปลอกระยิบระยับเมื่อเจอแสง ส่วนใหญ่ Si ซิลิกอนจะเยอะ ตามมาด้วย Fe,Al,Cu,Zn


วิเคราะห์ธาตุเชิงปริมาณ วิเคราะห์ธาตุเชิงปริมาณตามธาตุที่เราพบตอนวิเคราะห์เชิงคุณภาพ
จะได้ปริมาณตามกราฟด้านล่าง

เราวิเคราะห์เพิ่มเติม ดูการกระจายตัวของชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นปลอกกัน ด้วยการวิเคราะห์แบบ Mapping
จะได้ผลตามภาพ

เรามาดูปลอกด้านในกัน เราจะมองเห็นอะไรเป็นเส้นๆอยู่ภายใน

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านใน
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 15 เท่า สเกล 1mm. หรือ 1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

เพิ่มกำลังขยายขึ้นมาอีก เราก็จะเห็นเส้นๆนี้ชัดขึ้น แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร

ตามภาพเป็นปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านในปลอก
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 15 เท่า สเกล 1mm. หรือ 1 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และปลอกหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

เพิ่มกำลังขยายเส้นๆที่ว่า เราจะเห็นรายละเอียดว่ามันเป็นเส้นผม ขนสุนัขชัดเจนมาก

ตามภาพเป็นอาหารของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae) ด้านในปลอก
ถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 150 เท่า สเกล 100 um (ไมครอน ) หรือ 0.1 มิลลิเมตร เมื่อนำสเกลเทียบกับขนาดปลอกแล้วจะมีขนาด 0.8-1 มิลลิเมตร
ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
และอาหารของหนอนผีเสื้อ หนอนเจาะผ้า(Tineidae)ฉาบเคลือบด้วยทองคำ 99.99% เพื่อให้นำไฟฟ้า
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

เราก็มีความสงสัยว่าทำไมมันจึงสะสมเส้นผม ขน ขนสุนัขไว้จำนวนมากมายขนาดนี้ ก็เลยกลับไปดูผล วิเคราะห์เส้นผม ขนคลิก บทความเดิมทำให้เราถึงบางอ้อ เพราะเส้นผมมีธาตุ Si,K,C,O,Ca,Cu,Zn,Cl เหมือนๆที่เราวิเคราะห์เจอบนชิ้นส่วนที่มาประกอบเป็นปลอกนั้นเอง โดยเฉพาะเส้นขนสุนัขจะมี แร่ธาตุ เยอะ เราก็พอจะเดาได้ว่าหนอนผีเสื้อนี้ชอบแหล่งอาหารที่มีแร่ธาตุประมาณนี้นั้นเอง

*********************************************************************

หนอนเจาะผ้า,หนอนปลอก,หนอนผีเสื้อ,Tineidae

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา : http://www.dosem24hr.com/index.php

สถานที่ให้และรับบริการ SEM,EDS : ใกล้ฟิวเจอร์รังสิต และดรีมเวิลด์

Do SEM บริการเครื่อง SEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด

Advertisements

CAMEO คือเทคนิคการวิเคราะห์เฟสของวัสดุ เชิงคุณภาพด้วยเครื่อง EDS,EDX

CAMEO Qualitative phase Image Analysis

CAMEO คือเทคนิคการวิเคราะห์เฟสของวัสดุ เชิงคุณภาพด้วยเครื่อง EDS,EDX

เหมาะสำหรับตัวอย่างขัดเรียบ, งานหล่อ,เหล็กหล่อ,งานฉาบเคลือบสีและวัสดุ และอื่นๆที่ต้องการเช็คเฟส (Phase analysis)

ตามตัวอย่างที่นำเสนอไม่ได้ขัดเรียบ แต่นำมาวิเคราะห์ให้ดู เป็นไกด์แนะแนวทางในการวิเคราะห์หาเฟส
ตามภาพด้านล่างถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 200 เท่า สเกล 100 um (ไมครอน)หรือ 0.1 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum
ภาพแบบ SEI ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพด้านล่างถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์)
กำลังขยาย x 200 เท่า สเกล 100 um (ไมครอน) หรือ 0.1 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum
ภาพแบบ BEI COMPO+SHADOWS ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ภาพล่างนี้เป็นตำแหน่งเดียวกัน แต่คนละโหมดภาพ ภาพนี้จะแยกเฉดสีของธาตุ ตามเลขอะตอมมิค atomic no./ z
โดยธาตุเบาจะออกโทนสีมืด(z น้อย) ธาตุหนักภาพจะออกสีสว่าง (z มาก)


เราวิเคราะห์เชิงคุณภาพต่อด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS,EDX (Qualitative Analysis)
จะได้สเปกตรัมทำให้เราทราบว่าตัวอย่างเราตามภาพ มีธาตุ C , O, Si, P, Cl, K, Ca, Mn, Fe, Cu, Zn


เราวิเคราะห์เชิงปริมาณต่อด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS,EDX (Quantitative Analysis)
ทำให้เราทราบว่าตัวอย่างเราตามภาพ มีธาตุ C , O, Si, P, Cl, K, Ca, Mn, Fe, Cu, Zn อยู่ปริมาณเท่าไร เป็น Element %


เราวิเคราะห์ดูการกระจายของธาตุเชิงคุณภาพต่อด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS,EDX (Mapping)
จะได้ตำแหน่งการกระจายตัวของธาตุ C , O, Si, P, Cl, K, Ca, Mn, Fe, Cu, Zn


CAMEO Qualitative phase Image Analysis
เราวิเคราะห์ดูเพสของธาตุเชิงคุณภาพต่อด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS,EDX

ตามภาพ เราเช็คเฟสที่ระดับพลังงานที่ย่าน 5.5 kev. ถึง 8.5 kev. ตำแหน่งเฟสนี้จะเป็นการเช็คเฟสของ Mn, Fe, Cu
ระยะเวลาใช้ในการวิเคราะห์ 10 นาที (ควรใช้เวลาวิเคราะห์ 30 นาที) จะได้ภาพที่ละเอียดกว่านี้


ตามภาพ เราเช็คเฟสที่ระดับพลังงานที่ย่าน 0.1 kev. ถึง 10 kev. ตำแหน่งเฟสนี้จะเป็นการเช็คเฟสของ
C , O, Si, P, Cl, K, Ca, Mn, Fe, Cu, Zn ระยะเวลาใช้ในการวิเคราะห์ 10 นาที (ควรใช้เวลาวิเคราะห์ 30 นาที)
จะได้ภาพที่ละเอียดกว่านี้


ตามภาพ เราเช็คเฟสที่ระดับพลังงานที่ย่าน 0.1 kev. ถึง 15 kev. ตำแหน่งเฟสนี้จะเป็นการเช็คเฟสของ
C , O, Si, P, Cl, K, Ca, Mn, Fe, Cu, Zn สเกลจะละเอียดกว่า 0.1 kev. ถึง 10 kev. ระยะเวลาใช้ในการวิเคราะห์ 10 นาที
(ควรใช้เวลาวิเคราะห์ 30 นาที) จะได้ภาพที่ละเอียดกว่านี้

ตามภาพ เราเช็คเฟสที่ระดับพลังงานที่ย่าน 0.1 kev. ถึง 20 kev. ตำแหน่งเฟสนี้จะเป็นการเช็คเฟสของ
C , O, Si, P, Cl, K, Ca, Mn, Fe, Cu, Zn สเกลจะละเอียดกว่า 0.1 kev. ถึง 15 kev. ระยะเวลาใช้ในการวิเคราะห์ 30 นาที
จะได้ภาพที่ละเอียดกว่าทุกการวิเคราะห์ที่ผ่านมา การเช็คเฟสเรา สามารถเลือกย่านแคบๆได้
เพื่อต้องการดูเพสของธาตุตัวเดียว หรือสองสามตัว ไม่ต้องดูทุกเพสได้ เช่นถ้าเราต้องการเช็ค Mn เราก็สามารถตั้ง
kev. ประมาณ 5.7- 6.0 kev. ได้

การใช้โปรแกรม และข้อมูลขอขอบคุณ Mr.Golf สิงห์เฒ่าซ่อมเซ็ม มากๆค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : www.dosem24hr.com
*************************************************************************

Tag : cameo,cameo analysis,phase image,phase analysis,qualitative phase,วิเคราะห์เฟสวัสดุ

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา : http://www.dosem24hr.com/index.php

สถานที่ให้และรับบริการ SEM,EDS : ใกล้ฟิวเจอร์รังสิต และดรีมเวิลด์

Do SEM บริการเครื่อง SEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด

ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด FE-SEM,SEM,EPMA Image

ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด FE-SEM,SEM,EPMA Image

ภาพที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์ไมโครสโคปไม่ว่าจะจากเครื่อง SEM, FE-SEM และ EPMA จะได้ภาพลักษณะเดียวกัน จะแตกต่างกันในเรื่องของความสามารถแจกแจงรายละเอียด ของภาพ (Resolution) โดย FE-SEM จะอยู่ระหว่าง 0.8 nm-1.5 nm. ,SEM 3-3.5 nm. และ EPMA 7-8 nm. FE-EPMA ประมาณ 3-3.5 nm.(นาโนเมตร)

* SEI  Secondary Electron Image  เกิดจาก Primary  electron ที่ได้จากการยิงของปืนอิเล็กตรอน (Electron Gun) ที่ใส้หลอด(Filament) ทำมาจากทังสเตน(W) ยิงมากระทบตัวอย่างและสะท้อนกลับ เป็นSecondary Electron แล้วมีตัวตรวจจับ PMT (Photo multiply tube) แปลง Primary  electron เป็นสัญญาณไฟฟ้า และมีชุดแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณภาพต่อ

**   BEI Backscattered Electron Image  จะมีโหมด COMPO และ TOPO โดยตัวตรวจจับสัญญาณ BEI  จะรับสัญญาณ Backscattered Electron ที่สะท้อนจาก ตัวอย่างมาแปรผลเป็นภาพในโหมดต่างๆ

– COMPO Mode สัญญาณ Backscattered Electron ที่ตัวตรวจจับรับได้แต่ละบริเวณ จะแปรผลตามเลขอะตอม (Atomic number,Z) ถ้าตัวอย่างมีเนื้อสารไม่หมือน หรือไม่ เป็นเนื้อเดียว การแปรผลออกมาจะได้ภาพหลายเฉดสี โดยธาตุเบาจะมีเฉดสีมืด(ดำ) ธาตุหนักจะมีเฉดสีเทา ไปสีสว่าง (ขาว)

COMPO +SHADOW Modeเพิ่มเงาให้ภาพในโหมด COMPO Modeให้มีมิติมากยิ่งขึ้น – TOPO Mode คือภาพ topography แสดงลักษณะทางกายภาพและทางธรรมชาติของ ตัวอย่างรวมถึงความสูงต่ำ ลึกตื้นของผิวตัวอย่าง

– TOPO Mode +SHADOW เพิ่มเงาให้ภาพในโหมด TOPO Mode ให้มีมิติมากยิ่งขึ้น

ภาพ BEI ที่แสดงในบทความนี้ได้จาก BEI Detector เป็นแบบ P-N Junction และBEI Detector แบบอื่นๆเช่น แบบ Robinson Detector, YAK Detector

เรามาดูภาพที่ได้ในแต่ละแบบกัน
1.ภาพ SEI Secondary Electron Image ใน HV โหมด(HV SEM,High vacuum SEM) สูญญากาศสูง

2.ภาพ SEI Secondary Electron Image ใน LV โหมดโหมดสูญญากาศต่ำ    (LV SEM,LOW vacuum SEM)

3.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ COMPO ใน HV โหมดสูญญากาศสูง    (HV SEM,High vacuum SEM)

4.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ COMPO +SHADOW ใน HV โหมดสูญญากาศสูง (HV SEM,High vacuum SEM)

5.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ TOPO ใน HV โหมดสูญญากาศสูง    (HV SEM,High vacuum SEM)

6.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ TOPO +SHADOW ใน HV โหมดสูญญากาศสูง    (HV SEM,High vacuum SEM)

7.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ COMPO +SHADOW ใน LV โหมดสูญญากาศต่ำ (LV SEM,LOW vacuum SEM)

8.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ COMPO ใน LV โหมดสูญญากาศต่ำ (LV SEM,LOW vacuum SEM)

9.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ TOPO+SHADOW  ใน LV โหมดสูญญากาศต่ำ    (LV SEM,LOW vacuum SEM)

10.ภาพ BEI Backscattered Electron Image แบบ TOPO ใน LV โหมดสูญญากาศต่ำ     (LV SEM,LOW vacuum SEM)

***************************************************************************
FE-SEM image,SEM Image,EPMA Image,BEI COMPO,BEI TOPO,SEI,BEI COMPO SHADOW, BEI TOPO SHADOW,ภาพSEM,ภาพจากกล้องจุลทรรศน์

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา : http://www.dosem24hr.com/index.php

สถานที่ให้และรับบริการ SEM,EDS : ใกล้ฟิวเจอร์รังสิต และดรีมเวิลด์

Do SEM บริการเครื่อง SEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด

   

การวิเคราะห์ธาตุ ตามแนวกำหนดเส้นส่องกราดแบบ Line scan

การวิเคราะห์ธาตุ ตามแนวกำหนดเส้นส่องกราดแบบ Line scan
การทำ Line scan เหมาะสำหรับงาน cross section, Coating, เหล็กหล่อที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน,
งานวิเคราะห์รอยแตก รอยแยก,คราบปนเปื้อนของชิ้นงาน,วิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ และอื่นๆ

ตามภาพด้านล่างถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์) กำลังขยาย x 500 เท่า สเกล 50 um (ไมครอน)หรือ 0.05 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

ตามภาพด้านล่างถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์) กำลังขยาย x 500 เท่า สเกล 50 um (ไมครอน) หรือ 0.05 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ BEI COMPO+SHADOWS ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

เรามาวิเคราะห์ด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุเชิงปริมาณเชิงคุณภาพกันต่อ แบบรวบรัดโดยไม่ขอนำ Spectrum และค่าเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขมาแสดง เราจะนำกราฟมาแสดงดังภาพล่าง จากตัวอย่าง ตามภาพด้านบนพอเรายิงด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS/EDX เราจะได้ผลว่าตัวอย่างเรามีสาร มีธาตุ และมีปริมาณ ของสาร/ธาตุนั้นๆอยู่ปริมาณมากน้อยเท่าไร แล้วเรื่องตำแหน่งละบอกได้ไหมว่าแต่ละ ตำแหน่งมีธาตุอะไรบ้าง ถ้าจะใช้วิธีนี้เราอาจจะเหนื่อยกันซักหน่อย เพราะต้องใช้วิธียิงเป็นจุดๆไป (Point Analysis) แบบนี้ต้องยิงมากกว่าสิบกว่าจุดแน่ๆ

มีวิธีที่จะรู้ตำแหน่งธาตุโดยไม่ต้องยิงหลายจุด ทำได้โดยใช้วิธีดังนี้ 1.วิธีการทำแบบ Mapping วิธีนี้จะรู้ได้ทุกตำแหน่ง ของพื้นที่ที่เราทำ Mapping 2.วิธีการทำแบบ Line scan วิธีนี้จะรู้ได้ทุกตำแหน่งของเส้นที่เรากำหนด ที่เราทำ Line scan

บทความนี้เราจะมาดูเรื่องการทำ Line scan

โดยทั่วไปจะมีวิธีการ การทำ Line scan กันอยู่ 2 ประเภทหลักคือ

1. Analog Line scan แบบนี้เป็นวิธีดั้งเดิม ใช้วิธีเครื่องวิเคราะห์ธาตุจับสัญญาณสาร/ธาตุ แล้วย้อน กลับมา ถ่ายภาพที่เครื่อง SEM ถ่ายออกมาเป็น ฟิล์มที่จะต้องนำไปล้างอัดกันต่อ หรือถ่ายลงโพราลอยด์ฟิล์มก็จะสะดวกขึ้นมา แต่เรื่องของผลที่ได้จะ เป็นภาพขาวดำจะทราบ ตำแหน่ง Line scan ธาตุนั้นเอาตามภาพกราฟที่แสดง ทำได้ครั้งละธาตุ
2. Digital Line scan แบบนี้จะเป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุด เพราะสามารถเก็บข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ สามารถทำ Line scan แบบขาวดำ และแบบสีที่สามารถให้รายละเอียดมากยิ่งขึ้น ดีกว่าแบบ Analog

บทความนี้เราจะนำตัวอย่างที่เราถ่ายภาพ BEI Compo มาทำ Line scan กันต่อแบบ Digital Line scan ซึ่ง Line scan แบบนี้ก็มีอีก 2 วิธีคือ 1.Speed Line scan 2.Quant Line scan

เรามาดูแบบแรกกันค่ะ
Speed Line scan
ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นการทำ Line scan ที่รวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 1-3 นาที/จุด/ตำแหน่ง
ข้อดี    : 1.ให้ผลรวดเร็ว 2.ประหยัดค่าบริการ
ข้อเสีย : 1.ให้ผลเป็น Cps.(count per second) บอกเพียงแต่มีมากมีน้อย ไม่มีณ.บริเวณใดๆ
แต่บอกเป็น Element %ไม่ได้

ตามภาพด้านล่าง โดยทั้งภาพหลังจากเราวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ที่เราทราบแล้ว ว่าทั้งพื้นที่ที่เรา วิเคราะห์ไปมีธาตุอะไร มีจำนวน Element% เท่าไรไปกันแล้ว  แต่ยังไม่ทราบว่า ธาตุที่เราทราบ อยู่บริเวณใด บนตัวอย่างอย่างที่บอกว่ามี 2 วิธีที่เราใช้กันคือการทำ Map และ Line scan ตามภาพล่างเราก็มากำหนด ลากเส้นผ่านตัวอย่าง ที่เราต้องการทราบ โดยเส้นที่เราลาก จุดเริ่ม ต้นอยู่ซ้ายมือ ลากผ่านตามตำแหน่งที่เราต้องการ ตามเส้นลากผ่านจุดที่เป็นเม็ดขาวๆ 3 จุด และ ไปสิ้นสุดด้านขวามือเส้นนี้มีความยาวประมาณ 1645 um(ไมครอนเมตร)  ส่วนในกรอบสีเหลือง ในภาพ เรากำหนดตำแหน่งของเคอร์เซอร์ ที่เป็นเส้นตรงแนวดิ่ง ตัดบริเวณจุดสีขาว เพื่ออยาก ทราบว่า จุดนี้คือมีธาตุอะไร  โดยทั่วไปการทำ Line scan ผลที่ออกมาก็จะบอกทั้งแนวเส้นอยู่แล้ว แต่เรามาเจาะจงเพิ่ม ณ.ตำแหน่งนี้เพิ่มเท่านั้นเองและตำแหน่งที่เราเจาะจง เรากำหนดเป็น Point 1

หลังจากเรากำหนดเส้นแล้ว เราก็ทำ Line scan  ผลออกมาตามภาพล่าง
ภาพ Speed Line scan โดย www.dosem24hr.com

วิธีการดูผล
ช่องแรกบนซ้ายมือ คือสัญญาณจากภาพ BEI COMPO ที่ได้จากเครื่อง SEM  ส่วนช่องที่เหลือ คือธาตุที่เราเลือกมาทำ Line scan ตอนที่เราวิเคราะห์เชิงคุณภาพเราทราบมีธาตุอะไร เราก็เลือก มาทำ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเลือกให้ครบทุกธาตุ หรือจะครบทุกธาตุก็ได้ เรามาดูแต่ละช่องที่ เป็นธาตุเป็นตัวๆ เรายกตัวอย่างช่องทองแดง Cu ซึ่งจะมีตัวหนังสือและเลขกำกับไว้ว่า CuK , 70 ความหมาย Cu คือทองแดง K คือ K shell (K,L,M,N) ส่วน 70 คือค่า Cps.(count per second) ซึ่งหมายถึง X-rayของ Cu 70ตัววิ่งมาชนหน้าEDS/EDX Detector จำนวนทั้งหมด 70 x-ray/1 วินาที ยิ่ง ให้ตัวเลขนี้มากเท่าไร ความละเอียดของผลก็จะมากตาม นั้นก็หมายถึงเราต้องใช้เวลา เพิ่มมากขึ้นด้วย ตามตำแหน่งคอร์เซอร์สีน้ำเงินที่เรากำหนดถ้าดูที่กราฟ Line scan จะมีเส้นกราฟสูงขึ้นมาสามธาตุ คือมี Cu ,Zn และ C ส่วนธาตุอื่นๆบริเวรนี้ไม่มี หรือมีแต่ Cps.ต่ำมาก การดูกราฟแต่ละธาตุไม่จำ เป็นต้องดูเทียบเคอร์เซอร์ก็ได้ แค่เทียบเอาว่าจุดเริ่มต้นของเส้นที่เรากำหนด ก็คือกราฟด้านซ้ายสุด ส่วนตำแหน่งด้านขวามือสุดของเส้น ก็เป็นขวาสุดของกราฟเช่นกัน

Quant Line scan

ข้อดี     : 1.แม่นยำ 2.ผลละเอียด 3.บอกเป็น Element % (จะคล้าย Linescan ที่ได้จากเครื่อง EPMA)
ข้อเสีย   : 1.ใช้เวลาในการทำต่อตำแหน่ง 10-20 นาที 2.ค่าบริการแพงกว่า Speed maping (1-3นาที)

การดูผล ก็คล้ายๆกับแบบ Speed Line scan แต่ค่าที่ได้จะเป็น Element% แทน ยกตัวอย่างเรามาดูช่อง ที่เรากำหนดเคอร์เซอร์ตามภาพบนเป็นเส้นสีขาวแนวดิ่ง ส่วนภาพล่างเป็นสีน้ำเงิน เราจะได้ผลว่า ตำแหน่งนี้มีธาตุ Ca แคลเซียมแสดงอยู่ เกือบ 18 % Mn ประมาณ 40 % และมีปริมาณ P ประมาณ 3 % แกน Y จะเป็น Element % ค่าที่เห็นแต่ละช่อง(ธาตุ) เช่นช่อง Mg บริเวณที่มีธาตุ นี้เยอะสุด คือ10.12% คืออยู่ด้านขวาของเคอร์เซอร์ นับจากเคอร์เซอร์ประมาณ 7 ช่อง การดูกราฟแต่ละธาตุ ไม่จำเป็นต้องดูเทียบเคอร์เซอร์ก็ได้ แค่เทียบเอาว่าจุดเริ่มต้นของเส้นที่เรา กำหนด ก็คือกราฟด้าน ซ้ายสุดส่วนตำแหน่งด้านขวาสุดของเส้น ก็เป็นขวาสุดของกราฟเช่นกัน
ภาพ Quant Line scan โดย www.dosem24hr.com

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ www.dosem24hr.com **************************************************************************
x-ray line scan,line scan,speed line scan,quant line scan,eds line scan,edx line scan

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา : http://www.dosem24hr.com/index.php

สถานที่ให้และรับบริการ SEM,EDS : ใกล้ฟิวเจอร์รังสิต และดรีมเวิลด์

Do SEM บริการเครื่อง SEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด

Mapping แบบใหนดีกว่ากันระหว่าง Quant Mapping กับ Speed Mapping

การวิเคราะห์การกระจายตัว และหาตำแหน่งของสาร/ธาตุ ด้วยวิธีการ Mapping

ภาพที่เราถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และแบบส่องผ่านบางเครื่องบางรุ่น และ จากเครื่อง FE-SEM , EPMA เราจะได้ภาพเป็น SEI (Secondary Electron Image) เป็นหลักและรอง ต่อมาคือภาพแบบ BEI (Backscattered Electron Image)

ภาพนี้เป็นภาพที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคปแบบส่องกราด SEM ซึ่งเราจะได้รายละเอียด ทางกายภาพ ลักษณะขนาด Grain size เป็นต้น ถ้าจะให้บอกว่าภาพที่เห็นเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่เป็น ถ้าไม่เป็น สาร/ธาตุแต่ละตัวอยู่บริเวณใดของตัวอย่าง ที่เราถ่าย คงเป็นการยากที่เราจะใช้ภาพนี้อธิบาย
ตามภาพถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์) กำลังขยาย x 500 เท่า สเกล 50 um (ไมครอน) หรือ 0.05 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ SEI
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

มาดูภาพจากเครื่องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM จากอีกหนึ่งตัวตรวจจับสัญญาณ นั้นคือจาก BEI Detector เป็นภาพแบบ BEI COMPO ที่เพิ่ม Shadows หรือเงาเข้าไปในภาพ ทำให้เราได้ รายละเอียดเพิ่มเติมจากภาพแบบ SEI ว่า ตัวอย่างเราไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน และมีโครงสร้างที่กระจาย ที่เรา ทราบเพราะ ข้อดีของ Detectorแบบนี้คือ มันจะแยกความแตกต่างของสาร และแสดงตามเลขมวลอะตอม (Atomic No./ Z) ตามภาพล่างเป็นภาพแบบ BEI COMPO โทนสีมืดคือธาตุเบาจะมีAtomic No.น้อย ส่วน โทนสีสว่างคือธาตุ หนักจะมีAtomic No.มาก พอเราทราบแบบนี้เราจะทราบได้อย่างไรว่าตรงจุดที่มีสีดำ สีขาว สีเทาเป็นธาตุ อะไรบ้าง ก็คงไม่ทราบ เราก็ต้องวิเคราะห์ต่อด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS/EDX กันต่อ

ตามภาพถ่ายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด SEM ที่ 20kv (กิโลโวลท์) กำลังขยาย x 500 เท่า สเกล 50 um (ไมครอน) หรือ 0.05 มิลลิเมตร ถ่ายในโหมด High vacuum ภาพแบบ BEI COMPO+SHADOWS
ถ่ายโดย www.dosem24hr.com

เรามาวิเคราะห์ด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุเชิงปริมาณเชิงคุณภาพกันต่อ แบบรวบรัดโดยไม่ขอนำ Spectrum และค่าเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขมาแสดง เราจะนำกราฟมาแสดงดังภาพล่าง จากตัวอย่าง ตามภาพด้านบน พอเรายิงด้วยเครื่องวิเคราะห์ธาตุ EDS/EDX เราจะได้ผลว่าตัวอย่างเรามีสาร มีธาตุ และมีปริมาณ ของสาร/ธาตุ นั้นๆอยู่ปริมาณมากน้อยเท่าไร แล้วเรื่องตำแหน่งละบอกได้ไหมว่าแต่ละ ตำแหน่งมีธาตุอะไรบ้าง ถ้าจะใช้วิธีนี้เราอาจจะเหนื่อยกันซักหน่อย เพราะต้องใช้วิธียิงเป็นจุดๆไป (Point Analysis) แบบนี้ต้องยิงมากกว่าสิบกว่าจุดแน่ๆ

มีวิธีการหาการกระจายตัวของสาร/ธาตุแบบสะดวกรวดเร็ว และไม่เร็ว นั้นก็คือการวิเคราะห์แบบ Mapping

โดยทั่วไปจะมีวิธีการ การทำ Mapping กันอยู่ 2 ประเภทหลักคือ

1. Analog Mapping แบบนี้เป็นวิธีดั้งเดิม ใช้วิธีเครื่องวิเคราะห์ธาตุจับสัญญาณสาร/ธาตุ แล้วย้อนกลับมา     ถ่ายภาพที่เครื่อง SEM ถ่ายออกมาเป็น ฟิล์มที่จะต้องนำไปล้างอัดกันต่อ หรือถ่ายลงโพราลอยด์ฟิล์มก็จะ     สะดวกขึ้นมา แต่เรื่องของผลที่ได้จะ เป็นภาพขาวดำจะทราบตำแหน่ง มากน้อยต้องสังเกตุการกระจายตัวของ Map ธาตุนั้นเอา

2. Digital Mapping แบบนี้จะเป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุด เพราะสามารถเก็บข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ สามารถ     ทำMap แบบขาวดำ และแบบสีที่สามารถให้รายละเอียดมากยิ่งขึ้น ดีกว่าแบบAnalog

บทความนี้เราจะนำตัวอย่างที่เราถ่ายภาพ BEI Compo มาทำ Mapping กันต่อแบบ Digital Mapping ซึ่ง Mapping แบบนี้ก็มีอีก 2 วิธีคือ 1.Speed Mapping 2.Quant Mapping

Speed Mapping
ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นการทำMapping ที่รวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 2-20 นาที/จุด/ตำแหน่ง
ข้อดี   : 1.ให้ผลรวดเร็ว 2.ประหยัดค่าบริการ
ข้อเสีย : 1.ให้ผลเป็น Cps.(count per second) บอกเพียงแต่มีมากมีน้อย ไม่มีณ.บริเวณใดๆ แต่บอกเป็น Element %ไม่ได้

วิธีการดูผล ช่องแรกบนซ้ายมือ คือภาพBEI COMPO ที่ได้จากเครื่อง SEM (ภาพBEI ดูง่ายกว่า SEI) ส่วนช่องที่เหลือ คือธาตุที่เราเลือกมาทำ Mapping ตอนที่เราวิเคราะห์เชิงคุณภาพเราทราบมีธาตุอะไร เราก็เลือกมาทำ โดย ที่ไม่จำเป็นจะต้องเลือกให้ครบทุกธาตุ หรือจะครบทุกธาตุก็ได้ เรามาดูแต่ละช่องที่เป็นธาตุเป็นตัวๆ เรายกตัวอย่างช่องแมงกานีส Mn ซึ่งจะมีตัวหนังสือและเลขกำกับไว้ว่า MnK , 11 ความหมาย Mn คือแมงกานีส K คือ K shell (K,L,M,N) ส่วน 11คือค่า Cps.(count per second) ซึ่งหมายถึง X-rayของ Mn 11ตัววิ่งมาชนหน้าEDS/EDX Detector จำนวนทั้งหมด 11 x-ray/1วินาที ยิ่ง ให้ตัวเลขนี้มากเท่าไร ความละเอียดของผลก็จะมากตาม นั้นก็หมายถึงเราต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นด้วย ช่อง Mn เราจะใส่สีThermal เข้าไปโทนสว่างมากเหลืองไปขาวหมายถึงมี Mnมาก สีแดงน้ำตาลมีรองลงมา ส่วนน้ำเงินมีน้อย และสีดำคือตำแหน่งนั้นไม่มี Mn โดยต้องดูเทียบกับช่องแรกบนซ้ายสุด ส่วนการดูผลธาตุอื่น ในช่องอื่นๆการดูก็เหมือนๆกัน

ภาพ Speed Mapping โดย www.dosem24hr.com  ภาพจริงมีขนาดใหญ่กว่านี้ 20%

Quant Mapping

ข้อดี       : 1.แม่นยำ 2.ผลละเอียด 3.บอกเป็น Element % (จะคล้าย Mapที่ได้จากเครื่อง EPMA)
ข้อเสีย   : 1.ใช้เวลาในการทำต่อตำแหน่ง 4-6ชั่วโมง 2.ค่าบริการแพงกว่า Speed mapค่อนข้างมาก

การดูผล ก็คล้ายๆกับแบบ Speed แต่ค่าที่ได้จะเป็น Element% แทน ยกตัวอย่างเรามาดูช่อง Fe เหล็กเราก็จะรู้คร่าวๆ ว่าบริเวณใดของภาพที่มีเหล็กมากก็จะออกสี แดง ชมพูไป ขาว ส่วนมีไม่มากออกน้ำเงิน ดำคือตำแหน่งนั้นไม่ มีเหล็กเลย
ภาพ Quant Mapping โดย www.dosem24hr.com  ภาพจริงมีขนาดใหญ่กว่านี้ 20%

เราจะมีตัวช่วยในการดู Quant Mapping โดยเรียก Quant colour key ออกมาเทียบเป็น% ตามภาพด้าน ล่างเลย จะแบ่งเฉดสีออกเป็น 10ช่วงช่วงละ 10% ครบ100%พอดี เราต้องการทราบธาตุใดเราก็เอาKey นี้ไปเทียบตามช่องได้เลย ส่วน Speed mapping ก็มี Key เหมือนกันแต่ค่าเป็น Cps.

เรามาเทียบระหว่าง Map ทั้งสองกัน จะได้เห็นกันชัดๆ  โดยMn ภาพซ้ายคือผลจากการทำ Speed mapping (20นาที)  ส่วนภาพด้านขวาภาพที่ได้จาก Quant Mapping(4 ชั่วโมง) จะเห็นชัดเลยว่า การทำ Mapping แบบ Quant Mapping จะดีกว่าละเอียดกว่า Speed Mapping เยอะเลย ในเมืองไทยส่วนใหญ่นิยมใช้และให้บริการแบบ Speed mapping กันส่วนแบบ Quant Mapping ไม่ค่อยมีใครทำ สาเหตุหลักเพราะถูกประหยัดกว่านั้นเอง
ถ้าท่านใดสนใจทำ Quant mapping  ติดต่อที่ www.dosem24hr.com

  

**************************************************************************

ตำแหน่งการกระจายตัวของสาร,ตำแหน่งการกระจายตัวของธาตุ,MAP,MAPPING,SPEED MAP, QUANT MAP,SPEED MAPPING,QUANT MAPPING,X-ray mapping,วิเคราะห์ธาตุแบบ Mapping, EDS Mapping,EDX Mapping

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา : http://www.dosem24hr.com/index.php

สถานที่ให้และรับบริการ SEM,EDS : ใกล้ฟิวเจอร์รังสิต และดรีมเวิลด์

Do SEM บริการเครื่อง SEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคป แบบส่องกราด